นายวรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์ ที่ปรึกษากฎหมาย
คุณวรเศรษฐ์
เออรี่รีไทร์ หรือเออรี่รีไทร์เม้น (Early Retirement) เป็นคำที่กลายเป็นที่แพร่หลายในวงการแรงงาน เนื่องจากเป็นมาตรการหนึ่งที่นายจ้างนำมาใช้กับลูกจ้าง โดยให้ลูกจ้างเกษียณตัวเองก่อนครบกำหนดในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เนื่องจากนายจ้างมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต้นทุนค่าจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาว หรือการปรับลดขนาดโครงสร้างองค์กรลง เพื่อให้ธุรกิจของนายจ้างสามารถคล่องตัว สามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่อไปได้

เออรี่รีไทร์ บางคราวก็ถูกเรียกแบบทับศัพท์หรือที่เราเรียกเป็นภาษาไทยอย่างตรงตัวว่า “เกษียณก่อนกำหนด” คำ ๆ นี้ไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมายแรงงานฉบับไหน แต่เป็นอันทราบกันว่า เป็นมาตรการที่ถูกจัดขึ้นโดยนายจ้าง โดยอ้างอิงการเกษียณอายุของลูกจ้าง ซึ่งมักจะกำหนดไว้ที่อายุ ๕๕ หรือ ๖๐ ปีตามที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง
 
แต่แทนที่จะรอลูกจ้างทำงานจนถึงอายุดังกล่าว นายจ้างตกลงให้ลูกจ้างเสนอตนเองขอเกษียณตนเองก่อนกำหนด  มาตรการนี้จะสามารถช่วยนายจ้างลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว สำหรับหลักเกณฑ์การคิดคำนวณผลประโยชน์นั้น  นายจ้างมักจะนำผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับหากถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดมาเป็นที่ตั้ง บวกด้วยจำนวนปีตามอายุงานที่ลูกจ้างทำ หรือวิธีการอื่นตามที่นายจ้างกำหนดวิธีการคำนวณ เป็นต้น รวมกับเงื่อนไขอื่น เช่น ระยะเวลาการทำงาน เป็นต้น
 
ดังนั้น ลักษณะโดยทั่วไป ของผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับจะสูงกว่าผลประโยชน์จากการเกษียณอายุตามปกติอยู่พอสมควร ทั้งนี้ เพื่อโน้มน้าวจูงใจให้ลูกจ้างสมัครเข้าสู่มาตรการนี้

เมื่อฝ่ายนายจ้างได้ประกาศใช้มาตรการเกษียณก่อนกำหนดอย่างเป็นทางการเพื่อให้ลูกจ้างทุกคนรับทราบ และสามารถสมัครเข้ามาตรการนี้ได้แล้ว  เมื่อลูกจ้างได้ยื่นใบสมัครเข้ามา
นายจ้างก็จะต้องพิจารณาว่า ลูกจ้างมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขหรือไม่  ฝ่ายนายจ้างโปรดทราบว่า มาตรการนี้อาจทำให้นายจ้างสูญเสียคนดี ๆ ไปได้โดยง่าย เพราะคนดีมีฝีมือสามารถหางานทำที่อื่นได้สบาย หรือลูกจ้างบางคนมีความประสงค์ที่จะลาออกอยู่แล้ว หากนายจ้างนำมาตรการนี้ออกใช้ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีของลูกจ้างที่จะได้ประโยชน์ไปด้วย เนื่องจากตามปกติ การลาออกของลูกจ้างนั้น นายจ้างไม่จำต้องจ่ายเงินชดเชยใด ๆ

เงื่อนไขสำคัญของลูกจ้างผู้ประสงค์เข้ามาตรการนี้ หากได้รับการคัดเลือกจากนายจ้างแล้ว จะต้องสมัครใจลาออกจากนายจ้างพร้อมกับรับผลประโยชน์ การที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างลาออกนั้น เนื่องจากนายจ้างเกรงว่า หากใช้วิธีเลิกจ้าง นายจ้างอาจถูกลูกจ้างฟ้องในข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ แต่การลาออกของลูกจ้างนี้ ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิตามกฎหมายหลายประการไม่ว่า
 
การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกจ้างจากค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับจากการโดนออกจากงานไม่เกิน จำนวน ๓๐๐,๐๐๐บาท และการใช้สิทธิเรียกร้องจากกองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน ๑๘๐ วัน ในอัตราร้อยละ ๕๐ ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบสูงสุด แต่ไม่เกินเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท
 
สำหรับกรณีลาออกด้วยความสมัครใจหรือ เออรี่รีไทร์นั้น ก็จะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน ๙๐ วัน ในอัตราร้อยละ ๓๐ ของค่าจ้าง  โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท หากใน ๑ ปีปฏิทินมีการยื่นขอรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานเกินกว่า ๑ ครั้ง ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานรวมกันไม่เกิน ๑๘๐ วัน เงินทดแทนการขาดรายได้จะจ่ายเป็นงวดเดือน โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารตามที่ผู้ประกันตนแจ้ง

ลูกจ้างที่ประสงค์จะเข้าโปรแกรมนี้เกิดเสียดายสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับกรณีถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าการได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี หรือการได้รับเงินประกันการว่างงาน ร้องขอให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างแทน เพื่อที่จะได้นำหนังสือเลิกจ้างไปใช้ประโยชน์ตามกรณีดังกล่าว นายจ้างเองไม่ประสงค์จะทำเป็นหนังสือเลิกจ้าง เพราะไม่ชัดเจนเรื่องเหตุเลิกจ้าง อีกทั้งเกรงว่า ลูกจ้างอาจนำไปฟ้องร้องในข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ กรณีดังกล่าว จึงเป็นประเด็นที่ทำให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๓๕/๒๕๔๑ กล่าวว่า “การที่โจทก์ได้ทำหนังสือรับเงินค่าชดเชย ค่าตอบแทนในการเลิกจ้างให้ไว้แก่จำเลยแล้วระบุว่า โจทก์ขอสละสิทธิ์ในการที่จะเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินหรือข้อเรียกร้องอื่นใดตามกฎหมายต่อไปทั้งสิ้น เมื่อค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามโจทก์ฟ้องคดีนี้ มิใช่เป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบประชาชน โจทก์ย่อมสละเงินดังกล่าวได้  การที่โจทก์ทำบันทึกสละสิทธิในการเรียกร้องเงินดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยอีก”
 
ฎีกานี้เสมือนเป็นทางออกให้กับทั้งสองฝ่าย ทำให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยทำเป็นหนังสือพร้อมกับกำหนดข้อความในบันทึกรับเงินแนบท้ายหนังสือว่า ลูกจ้างสละสิทธิเรียกร้องเงินอื่นใดตามกฎหมายอีกทั้งสิ้น แล้วให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้ เพียงเท่านี้ ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในที่สุด
 
จากประสบการณ์ของผู้เขียน ปรากฏข้อควรพิจารณาที่สำคัญประการหนึ่ง กรณีที่ลูกจ้างได้ลงนามในหนังสือลาออกไปแล้ว แต่มาขอให้นายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นการเลิกจ้างแทนในภายหลัง เพราะได้รับการแนะนำจากผู้รู้กฎหมายว่า การถูกเลิกจ้างจะสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายได้มากกว่า 
 
หากนายจ้างยอมทำให้ตามที่อดีตลูกจ้างร้องขอ จัดทำเป็นหนังสือเลิกจ้างออกไปหรือกรอกในแบบประกันสังคมว่า อดีตลูกจ้างรายดังถูกเลิกจ้าง  การกระทำดังกล่าวของนายจ้างอาจจะมีความผิดอาญาร่วมกับอดีตลูกจ้างได้
 
ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๓๗ “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ประกอบกับมาตรา ๘๖ “ผู้ใดกระทำการด้วยประการใดๆอันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิรู้ถึงความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน”  ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจึงควรพิจารณาประเด็นดังกล่าวให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ